ไทย | Eng
logo
สำหรับ
ผู้สนใจศึกษาต่อ
spacer
สำหรับ
นักศึกษาปัจจุบัน
spacer
สำหรับ
นักวิจัยและนักธุรกิจ
spacer
สำหรับ
คณาจารย์และบุคลากร
spacer
สารจากอธิการบดี
:: หน้าหลัก > เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย > สารจากอธิการบดี

โครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ (Thailand’s National Research Universities)

โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติและส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษา เป็นโครงการเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนามหาวิทยาลัยไทยให้มีศักยภาพการทำวิจัยที่สูงขึ้น ด้วยงบเงินกู้กระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 (2553-2555) โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา ดำเนินโครงการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ด้วยงบประมาณสนับสนุน 9,000 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2553-2555)
สกอ. มีเกณฑ์ในการคัดเลือกมหาวิทยาลัยที่สมัครเข้าร่วมโครงการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งชาติ ดังนี้
1). ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อปรากฏในอันดับไม่ต่ำกว่า 500+ ตามนิยามการจัดอันดับในฐานข้อมูลของ World University Rankings (THE-QS ) ประจำปี 2008
2) ในกรณีที่ไม่ปรากฏชื่อในการจัดอันดับตามข้อ (1) มหาวิทยาลัยต้องมีผลผลิตที่ผ่านมา ดังนี้
2.1) มีผลงานวิจัยในฐานข้อมูลระดับนานาชาติโดยภาพรวม (Scopus) ไม่ต่ำกว่า 500 เรื่องใน 5 ปีล่าสุด และ
2.2) มีผลงานวิจัยระดับนานาชาติที่โดดเด่น อย่างน้อย 2 ใน 5 สาขาของ THE-QS
2.3) มีสัดส่วนอาจารย์ปริญญาเอกมากกว่า 40% ของจำนวนอาจารย์ทั้งหมด
3) สามารถบ่งชี้ทิศทางและเอกลักษณ์ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติได้
4) Website ของมหาวิทยาลัยต้องมีคุณภาพ และต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องทันสมัย ในฐานข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
            มจธ. เป็น หนึ่ง ใน เก้า มหาวิทยาลัยที่ได้รับเลือกเข้าร่วมโครงการนี้ โดย
มจธ อยู่ในเกณฑ์ข้อ 2 ข้างต้น มหาวิทยาลัยมีผลงานวิจัยในฐานข้อมูลระดับนานาชาติ (Scopus) ในช่วงปี 2547-2551 รวม 876 บทความ และมีสัดส่วนอาจารย์ปริญญาเอก มากกว่า  40 % โดยในปี 2547 มีอาจารย์ปริญญาเอก เท่ากับ 48% เพิ่มเป็น 59 % ในปี 2551

                การที่ มจธ. ได้รับเลือกให้เป็น หนึ่งในเก้าของมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาตินั้น เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์ 5 มุ่ง และ หนึ่ง ใน ห้ามุ่งนั้นคือ มุ่งสู่ความเป็นเลิศในเทคโนโลยีและการวิจัย โดยมหาวิทยาลัยได้มีการถอดวิสัยทัศน์เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ หนึ่งใน 6+1 Flagships ก็คือ การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ทำให้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการเตรียมความพร้อมในหลายๆ ด้าน เช่น
ก. การเตรียมความพร้อมในการพัฒนาอาจารย์และนักวิจัยทำให้อาจารย์และนักวิจัยมีวุฒิปริญญาเอกเพิ่มขึ้นตามลำดับ และเรายังคงพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง
ข. ในขณะเดียวกัน มจธ. ส่งเสริมให้อาจารย์และนักวิจัยสร้างผลงาน เช่น บทความทางวิชาการ  จำนวนสิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร รวมทั้งการทำงานกับภาคการผลิต เช่น การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคอุตสาหกรรม
ค. โดยมหาวิทยาลัยมีระบบการสร้างแรงจูงใจให้กับอาจารย์และนักวิจัยในการสร้างผลงานวิจัย เช่น การจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้ ที่เรียกว่า FTERO (Full Equivalent Research Output) และสร้างความก้าวหน้าให้กับนักวิจัยที่สามารถของตำแหน่งวิชาการได้ คือ เป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิจัย รองศาสตราจารย์วิจัย และ ศาสตราจารย์วิจัย มีระบบพี่เลี้ยงนักวิจัย ระบบการทำงานแบบข้ามหน่วยงาน (Joint Appointment)
ง. มจธ. มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการงานวิจัยที่เรียกว่าการทำงานแบบกลุ่ม หรือ คลัสเตอร์  เช่น บางขุนเทียนคลัสเตอร์ มาเป็นเวลากว่า 20 ปี โดยใช้ระบบงบประมาณแบบ PBBS (Performance Based Budgeting System) การบริหารงานที่มีความคล่องตัวและยืดหยุ่น มีการประเมินผลงานที่สอดคล้องกับการทำงาน

มจธ กับการเตรียมความพร้อมสำหรับการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
มจธ. มุ่งมั่นที่จะเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่เน้นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยที่เรามีการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มวิจัยที่เรียกว่า คลัสเตอร์ และมีสาขาที่มีความแข็งแกร่งเช่น พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพและอาหาร และทางด้านวัสดุศาสตร์และวัสดุวิศวกรรม รวมทั้งศาสตร์ใหม่ๆ ที่เป็นเชิงสหวิทยาการ เช่น Bioscience and bioengineering เป็นต้น โดยที่มหาวิทยาลัยมีการลงทุนเพื่อพัฒนางานวิจัยอย่างเนื่อง เช่น จัดตั้งกองทุนวิจัย จัดหาครุภัณฑ์วิจัยราคาแพง เป็นต้น โดยมี เป้าหมายหลักในการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ คือ มีความมุ่งนั่นที่จะสร้างความเป็นเลิศทางวิจัยและวิชาการให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ในขณะเดียวกันนั้น เราต้องมีความสามารถในการเป็นที่พึ่งของประเทศและประชาชน ด้วยงานวิจัยที่เกิดขึ้นสามารถนำไปพัฒนาศักยภาพหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต้องช่วยพัฒนาสังคมและชุมชน โดยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ได้อย่างทันเวลา

ยุทธศาสตร์การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
การขับเคลื่อน มจธ. ไปสู่มหาวิทยาลัยวิจัยนั้น มหาวิทยาลัยจะผลักดันคลัสเตอร์วิจัยที่มหาวิทยาลัยมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว ได้แก่ คลัสเตอร์วิจัยหลักทางด้านวัสดุศาสตร์และวิศวกรรมวัสดุ โดยในกลุ่มวิจัยนี้มีแผนจะผลักดันให้ศูนย์นวัตกรรมงานวิจัยด้านวัสดุ (Materials Research Innovation Center: MRIC) และศูนย์วิจัยกลศาสตร์และวัสดุวิศวกรรม (Center for Engineering Mechanics and Materials Research: MecMat) ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยด้านเทคโนโลยีวัสดุที่มีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และมีบทบาทในอุตสาหกรรมเกือบทุกประเภท

คลัสเตอร์วิจัยพลังงานและระบบสิ่งแวดล้อมโลก เป็นกลุ่มวิจัยที่มีเครือข่ายวิจัยและวิชาการทั้งในและต่างประเทศ มีแผนจะผลักดันศูนย์แห่งชาติด้านนโยบายพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมโลก

คลัสเตอร์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพ และอาหาร พร้อมผลักดันศูนย์ทางด้าน Systems Biology ให้เป็นศูนย์วิจัยแห่งชาติ เนื่องจากเป็นกลุ่มวิจัยที่มีความพร้อมทั้งบุคลากรครุภัณฑ์วิจัย และเครือข่ายวิจัยที่เข้มแข็ง ในขณะเดียวกันจะผลักดันคลัสเตอร์วิจัยที่มีวิศวกรรมศาสตร์เป็นฐานทางด้านการผลิตและระบบอัตโนมัติ โดยจะบูรณาการงานวิจัยด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์วิจัยแห่งชาติในระยะเวลา 3 – 6 ปี

เพื่อเป็นการวางรากฐานและสร้างความเข้มแข็งทางด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพและวิศวกรรมชีวภาพ มหาวิทยาลัยจึงให้ความสำคัญกับโครงการวิจัยทางด้านนี้ในระยะ 3 ปีแรกด้วย เพื่อพัฒนาให้เป็นศูนย์วิจัยแห่งชาติในระยะเวลา 10 ปี มหาวิทยาลัยมีวิสัยทัศน์ที่จะต้องสร้างคลัสเตอร์วิจัยที่มีความจำเป็นและเป็นฐานสนับสนุนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาในคลัสเตอร์วิจัยต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน คือ คลัสเตอร์วิจัยการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ รวมทั้งทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ โดยจะช่วยพัฒนาวิธีการคำนวณทางวิศวกรรมรูปแบบใหม่ และการบริหารจัดการสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญประกอบอยู่ในงานวิจัยของคลัสเตอร์วิจัยหลักต่างๆ  และในการทำงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องมีการวิจัยเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ซึ่งยังเป็นงานวิจัยที่มีความสำคัญเพื่อแสดงความรับผิดชอบทางสังคมของมหาวิทยาลัยและเป็นงานวิจัยที่ มจธ. มีความสามารถ

นอกจากนั้น ในการดำเนินการต่างๆ จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการที่ดีและมีความยืดหยุ่นในทุกๆ มิติ ตั้งแต่การบริหารทรัพยากร งบประมาณ และบุคลากร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสำหรับงานวิจัย เช่น กองทุนเพื่อการวิจัย ครุภัณฑ์วิจัย ห้องปฏิบัติการ และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น ซึ่งมหาวิทยาลัยได้สร้างศักยภาพไว้แล้วในระดับหนึ่งและมีแผนในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนและสามารถแข่งขันได้ในอนาคต

เนื่องการความไม่แน่นอนทางด้านการเงินของประเทศ เนื่องจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจจากปี 2551 ทำให้ในขณะนี้โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติถูกปรับลดงบประมาณลง จาก 12,000 ล้านบาท เหลือ 5,000 ล้านบาท สำหรับ 9 มหาวิทยาลัยแห่งชาติ สำหรับมหาวิทยาลัยคาดว่าจะได้งบประมาณมาจำนวนหนึ่งเพื่อนำมาผลักดันงานวิจัย พร้อมกับการสนับสนุนงบประมาณของมหาวิทยาลัยบางส่วนเพิ่มเติม เพื่อพัฒนามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลต่อไปในอนาคต

spacer
  • image
  • รองศาสตราจารย์ ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน